เชียงใหม่ อีกแล้ว (2)
posted on 16 Sep 2006 11:09 by adenaline in Travel เล่าย้อนกลับไปในช่วงเช้า ก่อนที่จะไปตระเวนท่องเที่ยวอย่างจริงๆ จังครับ
ช่วงที่มาถึงเชียงใหม่ตอนเช้าๆ ขณะที่กำลังรอน้องมารับ เราก็ตระเวนเดินรอบเมือง
ซึ่งก็ได้เห็นวัด หลายๆ วัด มีคนเข้าไปทำบญกันพอสมควรทีเดียว สงสัยวัยรุ่นจะ
หลับกันหมด เพราะหมดแรงจากการฉลองปีใหม่กันเมื่อคืน คิๆ
หลังจากผม เดินทางออกจากวัดพระสิงฆ์ฯ ผมก็เดินมุ่งหน้าไป วัดเจดีย์หลวงฯ
เพื่อไปดูเจดีย์ที่สวยอีกเจดีย์นึง ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยเห็นแต่ในหนังสือ อยากมาให้เห็น
กับตาจริงๆ ของเข้าไปดูข้างในวัดกันครับผม ....

ก่อนเข้าไปครับ กำลังบูรณะอยู่

บางมุม เริ่มเห็นความทรุดโทรม

สิ่งที่เด่นที่สุด ก็นี่เลยครับ เจดีย์ ซึ่งส่วนยอดนั้น หักลง
ในตอนที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่เชียงใหม่
หลังจากถ่ายภาพจนพอใจแล้ว เราก็เดินออกจากวัด เพื่อไปยังวัดอื่นๆ ที่อยู่
ใกล้ๆ บ้าง ซึ่งก็ใกล้กันพอสมควร เรียกได้ว่าเดินไม่เหนื่อยมากนัก แต่คงต้องเดิน
ตอนเช้าๆ นั่นแหละ เพราะถ้าสายๆ ก็ร้อนพอสมควร แต่อย่างว่า ไอ้ตอนที่เราไป
ต้องแบกสัมภาระ และก็กระเป๋ากล้องอีก เลยกลายเป็นพวกบ้าหอบฟางไปเลยตู
มาถึงอีกวัดนึงครับ วัดอุโมงค์ฯตอนแรกเรานึกว่าเป็นวัดแบบที่มาอุโมงค์
แล้วมีพระพุทธรูปด้านในเหมือนที่เคยดูในหนังสืออะ แต่วัดนี้ไม่ใช่ เพราะได้ไป
ถามน้อง น้องมันก็บอกว่า มันอีกวัดนึงคับพี่ ต้องออกจากตัวเมืองไปนิดนึง มันจะ
มีต้นไม้เยอะด้วยสวยทีเดียว โอ้วชักอยากไปซะแล้วดิ

ดูข้างในสวยเชียว อิๆ

รอบๆ ฐานของเจดีย์จะมีช้างด้วยครับ อันที่จริงเคยรู้มาว่า มีศิลปะ
ที่คล้ายๆ แบบนี้อยู่หลายที่เหมือนกัน
พอได้เวลา ก็เดินออก ไปวัดอื่นต่อ เดินไปเดินมา ก็สะดุด กับวัดวัดนึง
ซึ่งดูแปลกๆ เพราะเหมือนเป็นวัดแบบที่เคยเห็นทางแม่ฮ่องสอน อ๋อ เป็นวัด
ของคนไทยใหญ่แน่ๆ เพราะศิลปะเหมือนพม่าอะ ผมมาหยุดถ่ายภาพอีกครั้ง
ที่วัดป่าเป้าครับ ตอนเดินเข้าไป มีผู้หญิงคนนึงเดินผ่านไปแล้วยิ้มให้เราแบบ
แปลก สงสัยจะไม่ค่อยเห็นคนเข้าถ่ายรูปข้างในมั้ง ตอนเดินเข้าไปยังเห็นเวที
ที่เขาตั้งฉลองปีใหม่ เมื่อคืน ตั้งทิ้งไว้อยู่เลย อะ ไปดูข้างในกัน

ป้าย ก่อนเข้าวัดครับ

บรรยากาศโดยรวม

วันนี้ ฟ้าสีฟ้าได้ใจเชียว
ลองมุมตรงบ้าง
วัดนี้มีประวัติที่น่าสนใจทีเดียว อยากรู้ว่าวัดนี้มีประวัติสำคัญยังไง
ไปอ่านกันเล๊ย ..
วัดป่าเป้า ที่ต.ศรีภูมิเคยเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในสมัยสงคราม
24 ปี ระหว่างอาณาจักรอยุธยากับล้านนาเมื่อครั้งก่อนเชียงใหม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้น
ของทางพม่าอยู่หลายครั้งด้วยกัน ทำให้มีร่องรอยวัฒนธรรม ของชาวพม่าอยู่
หลายแห่งด้วยกัน ซึ่ง"วัดป่าเป้า"แห่งนี้ ก็ได้มีผู้สัณนิษฐาน ว่าสร้างเมื่อครั้ง
เชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นของพม่า ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากลักษณะของสถาปัตยกรรม
ที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะพุกาม แต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานจดบันทึกไว้อย่างแน่นอน
ซึ่งประวัติวัดที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นประวัติช่วงที่มีการเปลี่ยนชื่อจาก"วัดพราหมณ์"
เป็น"วัดป่าเป้า"ในปัจจุบัน
"พระเจ้าภือนาธรรมมิกราช" กษัตริย์องค์ที่๘ แห่งราชวงค์มังราช
กษัตริย์ผู้ครองนคร"ล้านนาไท" ซึ่งได้สร้างวังประทับ"หอคำ" นอกกำแพง
ทางด้านทิศเหลือของป้อม"ศรีภูมิ" ในพ.ศ.๑๙๓๑ จากตำนาน"ชินกาลมาลีปกรณ์"
หรือราชวงค์ปกรณ์ บริเวณที่เป็นวัดป่าเป้าปัจจุบันนี้
สมัยอดีตกาล โบราณเคยเป็นบริเวณ "วัดพราหมณ์" ซึ่งเป็นที่พำนัก
ของชีประขาว ชาวเมืองพุกามที่ชื่อ"มังลุงหลว้าง"ก็มาพำนักที่วัดพราหมณ์
แห่งนี้เช่นกัน ในสมัยพระเจ้าติโลกราชพลายราชสมบัติเมือง"นพบุรีศรีนครพิงค์
เชียงใหม่" มังลุงหลว้างได้รับเงินค่าจ้างจาก"พระบรมไตรโลกนาถ" กษัตริย์
กรุงศรีอยุธยา เข้ามาตัดต้นไม้"นิโครธ"(ต้นไทร) ที่พระเจ้ามังรายปฐมบรมราชวงค์
มังรายทรงปลูก เอาไว้ ซึ่งอยู่ใกล้กับแจ่งศรีภูมิเพื่อเป็นที่สิงสถิตย์ของ
พระเจ้าเสื้อเมืองเทพารักษ์ และประกอปพิธีทางศาสนาต่างๆได้สะดวก
ปรากฏว่าภายหลังทางกรุงศรีอยุธยา ได้ส่งฑูตเข้ามาไกล่เกลี่ยให้คืนดีเหมือนเดิม
แต่ภายหลังความลับก็ได้ถูกเปิดเผย ออกมาว่า ที่มังลุงหลว้างเข้ามาพักที่
วัดพราหมณ์แห่งนี้ก็เพราะว่าเข้ามาเพื่อตัด ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นที่ประทับของ
เทพพารักษ์ของนพบรีศรีนครพิงค์
พระเจ้าติโลกราชจึงเรียกมังลุงหลว้างมาสอบถาม มังลุงหลว้าง
ก็ยอมรับสารภาพ ว่าได้รับเงินจากพระบรมไตรโลกนาถให้มาทำลาย
พระเจ้าติโลกราช ทรงทราบความจริงก็ทรงพิโรธ ซึ่งชำระความผิดกับมังลุงหลว้าง
และผู้ร่วมการกระทำ(ระสี) ฤษี โดยการโบยและนำไปถ่วงใน น้ำแม่ระมิงค์(แม่ปิง)
ที่แก่งป็อกไต้ และวัดที่ชีปะขาวชาวพุกามเข้ามาพำนัก ก็กลายเป็นวัดร้าง
ตั้งแต่วันนั้นเป็นมา พระเจ้าติโลกราชทรงประกาศความเจริญทางด้านพุทธศาสนาท้าแข่ง
กับพระบรมไตรโลกนาคแห่งกรุงศรี พระเจ้าติโลกราชก็ทรงชนะ จึงได้มีการปรับปรุงวัด
และเปลี่ยนชื่อเป็นวัดป่าเป้า..
ข้อมูลจาก : www.lannaworld.com
หลังจากเสร็จจากตรงนี้ เราก็ลองเปิดดูในจอ LCD ก็พบว่ามีฝุ่นอยู่ในภาพ
โอ้ว เอาซะแล้ว ไม่นึกเลย ว่าจะมีฝุ่นเข้าไปข้างในได้ไงอะ เพราะเป็นคนไม่ค่อย
หรือเรียกได้ว่า ไม่เคยเปลี่ยนเลนซ์เลย เครียดเลยตู เลยไปนั่งเป่าเอาฝุ่นออก
ในร้าน Black Conyon จะได้กินข้าวไปด้วย เพราะเริ่มหิวแล้ว อิๆ
ตอนเป่าเนี่ย ต้องระวังสุดๆ เพราะว่าเราจะต้องเปิดกระจกที่กั้น CCD ซึ่ง
เป็นตัวรับภาพที่สำคัญ ถ้าพัง ก็พังเลยเคยอ่านในคู่มือบอกว่า ตอนเป่าต้อง
เป่าตอนที่แบตเตอร์รี่ ยังใหม่ๆ ยังมีกระแสไฟพอ เพราะตอนที่กระจกมันเปิด
จะค้างไว้ รอให้เราเป่าลมตรง CCD ซึ่งถ้ากระแสไฟหมด กระจกก็จะดีดลงมา
ซึ่งลองคิดภาพแล้วกัน จะจะจบลงอีท่าไหน โฮ่ๆ แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
เพราะได้ลองถ่ายภาพอีกที ก็ไม่เจอฝุ่นอีกเลย โย่ว ไว้ต่อตอน 3 ไปแล้วคร๊าบ
#1 By ®เคคุง©™ on 2006-09-16 12:46